ธรรมอันผู้บรรลุ จะพึงเห็นได้เอง (๒)

ครั้งนั้นแล พราหมณ์ปริพาชกคนหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ในที่สมควร ครั้นแล้วได้ทูลถามว่า พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงได้เห็นเอง ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงได้เห็นเอง ดังนี้ พระโคดมผู้เจริญ...

นิพพานที่เห็นได้เอง

ครั้งนั้นแล ชานุสโสณีพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่งในที่สมควร ครั้นแล้วได้ทูลถามว่า พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า นิพพานที่เห็นได้เอง นิพพานที่เห็นได้เอง ดังนี้ พระโคดมผู้เจริญ นิพพานที่เห็นได้เอง...

ธรรมอันผู้บรรลุ จะพึงเห็นได้เอง (๑)

ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่งในที่สมควร ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ตรัสว่า ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นได้เอง ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นได้เอง ดังนี้ พระโคดมผู้เจริญ ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นได้เอง...

เหตุให้จิตหลุดพ้นด้วยดี (๒)

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเห็นตาอันไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ความเห็นของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเห็นอยู่โดยถูกต้อง ย่อมเบื่อหน่าย เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ[๑] จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ เพราะความสิ้นไปแห่งราคะ จึงมีความสิ้นไปแห่งนันทิ เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิและราคะ กล่าวได้ว่า...

เมื่อหลีกเร้นแล้ว ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริง (๒)

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงประกอบความเพียรในการหลีกเร้นเถิด ภิกษุผู้หลีกเร้นย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริง ก็ภิกษุย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงซึ่งอะไร คือ ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับของทุกข์ ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับของทุกข์ ภิกษุทั้งหลาย...

เมื่อเจริญสมาธิแล้ว ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริง (๒)

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริง ก็ภิกษุย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงซึ่งอะไร คือ ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกขสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า...

เมื่อเจริญสมาธิแล้ว ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริง (๑)

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ในที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริง ก็ภิกษุย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงซึ่งอะไร...

เมื่อหลีกเร้นแล้ว ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริง (๑)

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงประกอบความเพียรในการหลีกเร้นเถิด ภิกษุผู้หลีกเร้นย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริง ก็ภิกษุย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงซึ่งอะไร คือ ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงซึ่งความเกิดและความดับแห่งรูป ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงซึ่งความเกิดและความดับแห่งเวทนา ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงซึ่งความเกิดและความดับแห่งสัญญา ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงซึ่งความเกิดและความดับแห่งสังขาร ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงซึ่งความเกิดและความดับแห่งวิญญาณ. ภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นความเกิดแห่งรูป อะไรเป็นความเกิดแห่งเวทนา อะไรเป็นความเกิดแห่งสัญญา อะไรเป็นความเกิดแห่งสังขาร อะไรเป็นความเกิดแห่งวิญญาณ. ภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในกรณีนี้...

เมื่อเจริญสมาธิแล้ว สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏตามความเป็นจริง

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงเจริญสมาธิเถิด ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏตามความเป็นจริง ก็อะไรเล่า ย่อมปรากฏตามความเป็นจริง คือ ตา ย่อมปรากฏตามความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยง รูปทั้งหลาย...

เมื่อหลีกเร้นแล้ว ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริง (๓)

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงประกอบความเพียรในการหลีกเร้นเถิด ภิกษุผู้หลีกเร้นย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริง ก็ภิกษุย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงซึ่งอะไร คือ ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า ตาไม่เที่ยง ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า รูปทั้งหลายไม่เที่ยง ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า วิญญาณทางตาไม่เที่ยง ย่อมรู้ได้ตามความเป็นจริงว่า...