ธรรมะวันอุโบสถ (31/05/2026)

Back to บ้านสวนธัมมะ

ธรรมะวันอุโบสถ (31/05/2026)

ภิกษุ บุคคลเมื่อรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งตา โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้ บุคคลเมื่อรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งรูปทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้ บุคคลเมื่อรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุวิญญาณ โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้ บุคคลเมื่อรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุสัมผัส โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้ บุคคลเมื่อรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นอทุกขมสุข โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้.

 

ภิกษุ บุคคลเมื่อรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งหู … ซึ่งเสียงทั้งหลาย … ซึ่งโสตวิญญาณ … ซึ่งโสตสัมผัส … ซึ่งเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นอทุกขมสุข โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้.

 

ภิกษุ บุคคลเมื่อรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจมูก … ซึ่งกลิ่นทั้งหลาย … ซึ่งฆานวิญญาณ … ซึ่งฆานสัมผัส … ซึ่งเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นอทุกขมสุข โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้.

 

ภิกษุ บุคคลเมื่อรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งลิ้น … ซึ่งรสทั้งหลาย … ซึ่งชิวหาวิญญาณ … ซึ่งชิวหาสัมผัส … ซึ่งเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นอทุกขมสุข โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้.

 

 

ภิกษุ บุคคลเมื่อรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งกาย … ซึ่งโผฏฐัพพะทั้งหลาย … ซึ่งกายวิญญาณ … ซึ่งกายสัมผัส … ซึ่งเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นอทุกขมสุข โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้.

 

 

ภิกษุ บุคคลเมื่อรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งมโน … ซึ่งธรรมทั้งหลาย … ซึ่งมโนวิญญาณ … ซึ่งมโนสัมผัส … ซึ่งเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นอทุกขมสุข โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสัง

โยชน์ได้.“

 

 

บาลี สํ. สฬา. 18/37/57.

Share this post

Back to บ้านสวนธัมมะ