อุปกิเลสแห่งจิต ที่อธิบายด้วยฉันทะราคะ (๓)
ภิกษุทั้งหลาย ฉันทราคะในจักษุวิญญาณ นี้เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ฉันทราคะในโสตวิญญาณ นี้เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ฉันทราคะในฆานวิญญาณ นี้เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ฉันทราคะในชิวหาวิญญาณ นี้เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ฉันทราคะในกายวิญญาณ นี้เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ฉันทราคะในมโนวิญญาณ นี้เป็นอุปกิเลสแห่งจิต.
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุละอุปกิเลสแห่งจิตในฐานะทั้ง ๖ เหล่านี้ได้ เมื่อนั้น จิตของเธอย่อมเป็นจิตน้อมไปในเนกขัมมะ อันเนกขัมมะอบรมแล้ว ควรแก่การงาน ปรากฏในธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง.1
1 พระสูตรข้อ 501 ในบาลีสยามรัฐไม่มี ทำให้ข้อตั้งแต่ 502 – 612 เมื่อเทียบกับในภาษาบาลี จึงผิดกันอยู่หนึ่งข้อ ตัวอย่างเช่น ภาษาไทย ข้อ 502 บาลีสยามรัฐจะเป็นข้อ 501 จนถึงข้อสุดท้าย ภาษาไทยข้อ 612 บาลีสยามรัฐจะเป็นข้อ 611 ฝากไว้ให้ผู้รู้ช่วยวินิจฉัย ส่วนในพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ และฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2549 มีเนื้อหาพระสูตรในส่วนนี้ครบถ้วน.
English translation by Bhikkhu Sujato
At Sāvatthī.
“Mendicants, desire and greed for eye consciousness, ear consciousness, nose consciousness, tongue consciousness, body consciousness, or mind consciousness is a corruption of the mind. When a mendicant has given up mental corruption in these six cases, their mind inclines to renunciation. A mind imbued with renunciation is declared to be capable of directly knowing anything that can be realized.”